พระธรรมบทไตรพากย์
พาลวคฺค
๖๐. ทีฆา ชาคร รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ
ทีโฆ พาลานํ สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ
เวลากลางคืน เป็นของยาวสำหรับผู้นอนไม่หลับ หนทางโยชน์หนึ่ง เป็นของยาวสำหรับผู้เมื่อยล้า สงสารเป็นของยาวสำหรับคนพาล ซึ่งเป็นผู้ไม่รู้พระสัทธรรม
Long is the night to the wakeful; long is the league to the weary; long is the circle of rebirths to foods that know not the subline Truth.
๖๑. จรญฺเจ นาธิคจฺเฉยฺย เสยฺยํ สทิสมตฺตโน
เอกจริยํ ทฬฺหํ กยิรา นตฺถิ พาเล สหายตา
ถ้าเที่ยวไปมิได้พบผู้ที่ดีกว่าตน หรือผู้เสมอกับตน ก็พึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่นไว้ เพราะความเป็นสหายไม่มีในคนพาล
If a seeker should not find a companion who is better or equal, he should resolutely pursue the solitary course, there is no fellowship with the fool.
๖๒. ปุตตามตฺถิ ธนมตฺถิ อิติ พาโล วิหญฺญติ
อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ
คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า เรามีบุตร เรามีทรัพย์ ที่จริงตนของตนยังไม่มีเลย บุตรจะมีมาจากไหน ทรัพย์จะมีจากไหน
I have sons, I have wealth; so thinks the fool and is truobled. Verily, he himself is not of his own. whence son? whence wealth?
๖๓. โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส
พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ
ผู้ใดเป็นคนโง่ รู้สึกตัวถึงความเป็นคนโง่ ผู้น้ันย่อมเป็นคนฉลาดได้บ้าง เพราะความรู้สึกตัวน้ัน ส่วนผู้ที่เป็นโง่สำคัญตนว่าเป็นคนฉลาด ผู้นั้นแลเรียกว่าคนโง่แท้
The fool aware of his folly, in so far wise. But the fool who thinks himself wise, is called a foof ineed.
๖๔. ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล ปณฑิตํ ปริยุสปาสติ
นโส ธมฺมํ วิชานาติ ทพฺพิ สูปรสํ ยถา
คนพาลเข้าไปหาบัณฑิตแม้ตลอดชีวิต ก็ไม่รู้รสธรรมได้เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้น
Though all his life a fool associates with a wise man, he yet remains ignorant of the Truth,as spoon of the flavour of the soup.
๖๕. มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ
ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ ชิวฺหา สูปรสํ ยถา
ถ้าผู้รู้เข้าไปหาบัณฑิต แม้เพียงครู่เดียว เขาย่อมรู้ธรรมได้เร็วพลันเหมือนลิ้นรู้รสแกง ฉะนั้น
Though, for a moment only, an intelligent person associates with a wise man, speedily he leans the Truth as the tongue the flavour of the soup.
๖๖. จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา อมิตฺเตเนว อตฺตนา
กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ ยํ โหติ กฎกปฺผลํ
คนพาลปัญญาทราม มีตนเป็นเหมือนศัตรูย่อมเที่ยวทำกรรมชั่ว อันมีผลเผ็ดร้อน
The foolish, the univise behave to themselves as enemies, doing evil-deeds the fruit whereof is bitter.
๖๗. น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ
ยสฺส อสฺสุมุโข โรหํ วิปากํ ปฎิเสวติ
บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ร้องไห้น้ำตานองหน้า เสวยวิบากของกรรมใด กรรมน้ันทำแล้วไม่ดีเลย
That deed is not well done which, being done, one ater-wards repents, and the whereof is recived with tears and lamentations.
๖๘. ตถฺเจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
ยสฺส ปติโต สุมโน วิปากํ ปฎิเสวติ
บุคคลทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง เอิบอิ่มดีใจ เสวยวิบากของกรรมใด กรรมน้ันทำแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ
Well done is that deed which done, brings no regret; the fruit wherof is received with delight and satisfaction.
๖๙. มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปิ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ทุกฺขํ นิคจฺฉติ
คนพาลย่อมสำคัญบาปว่ามีรสอร่อยเหมือนน้ำผึ้ง ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล แต่เมื่อใดบาปให้ผล เมื่อนั้นคนพาลก็เข้าถึงความทุกข์
It is sweet as honey, thinks the fool while as yet the evil has not ripened. But when the evil ripens, the fool comes to grief.
๗๐. มาเส มาเส กุสคฺเคน พาโล ภฺญเชถ โภชนํ
น โส สงฺขาตธมฺมานํ กลํ อคฺฆติ โสฬสึ
คนพาลพึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคา ทุกๆเดือน เขายังไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระอริยะผู้รู้ธรรมได้แล้วเลย
Month after month, a fool may eat his food from the tip of a blade of Kusa-grass; but his worth is not sixteen part of those who have comprehended the Truth.
๗๑. น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ สชฺชุขีรํว มุจฺจติ
ฑหนฺตํ พาลมเนฺวติ ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก
ความชั่วที่ทำไว้แล้ว ย่อมไม่ให้ผลทันทีเหมือนน้ำนมที่รีดใหม่ๆ ยังไม่ผันแปรไป แต่ความชั่วย่อมตามเผาคนพาลเหมือนไฟที่มีเถ้ากลบไว้ ฉะน้ัน
Evil that is done does not immediately bear fruit as milk comes out at once(from the nipple or tear when sucked by a young one); it follows the fool like a smouldering spark that at last breaks out into flame.
๗๒. ยาวเทว อนตฺถาย ญฺตตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทธมสฺส วิปาตยํ
ความรู้เกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อความพินาศเท่านั้น ทำปัญญาของคนพาลนั้นให้ตกไปและฆ่าส่วนกุศลเสีย
Verily, the fool gains knowledge only for his ruin. It destroys his good actions while ceaving his head. ( i.e. his wisdom)
๗๓. อสนฺตํ ภาวนมิจฺเฉยฺย ปุเรกฺขารญฺจ ภิกฺขุสุ
อาวาเสสุ จ อิสฺสริยํ ปูชา ปรกุเลสุ จ
ภิกษุโง่ ย่อมปรารถนาความยกย่องที่ไม่มีจริง ปรารถนาให้ภิกษุแวดล้อม ปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส และปรารถนาการบูชาในตระกูลของชนอื่น
The fool desires undue reputation, precedence among monks, authority over dwellings, and offerings in the families about.
๗๔. มเมว กต มญฺญนฺตุ คิหี ปพฺพชิตา อุโภ
มเมว อติวสา อสฺสุ กิจฺจากิจฺเจสุ กิสฺมิญจิ
ภิกษุโง่มีความดำริว่า ขอคฤหัสถ์ และบรรพชิตท้ังสองฝ่าย จงสำคัญว่ากิจการงานทำเสร็จไปเพราะอาศัยเรา ในกิจการน้อยใหญ่ จงเป็นไปในอำนาจของเราเท่าน้้น ความทะเยอทะยานอยากและถือตัวย่อมเจริญแก่ภิกษุโง่นั้น
' Let the laymen and the monks bothe think highly of what I have done. In every work, great or small, let them follow me' such is the aspiration of the fool; his self-seeking and pride increase.
๗๕.อญฺญา หิ ลาภูปนิสา อญฺญา นิพฺพานคมานินี
เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทธสฺส สาวโก
สกฺการํ นาภินฺนเทยฺย วิเวกมนุพฺรูหเย
ข้อปฎิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภก็อย่างหนึ่ง ข้อปฎิบัติอันจะให้ถึงนิพพานก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ทราบความแตกต่างนี้อย่างนี้แล้ว ไม่ควรเพลิดเพลินในสักการะ ควรพอกพูน แต่วิเวกเท่านั้น
That which brings gains is one thing; anosther is the way that which leads to nibbana. Thus understanding, let the monk,the descriple of the Awakened One, take no delight in the homage of men, but give himself over to solitude.
เวลากลางคืน เป็นของยาวสำหรับผู้นอนไม่หลับ หนทางโยชน์หนึ่ง เป็นของยาวสำหรับผู้เมื่อยล้า สงสารเป็นของยาวสำหรับคนพาล ซึ่งเป็นผู้ไม่รู้พระสัทธรรม
Long is the night to the wakeful; long is the league to the weary; long is the circle of rebirths to foods that know not the subline Truth.
๖๑. จรญฺเจ นาธิคจฺเฉยฺย เสยฺยํ สทิสมตฺตโน
เอกจริยํ ทฬฺหํ กยิรา นตฺถิ พาเล สหายตา
ถ้าเที่ยวไปมิได้พบผู้ที่ดีกว่าตน หรือผู้เสมอกับตน ก็พึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่นไว้ เพราะความเป็นสหายไม่มีในคนพาล
If a seeker should not find a companion who is better or equal, he should resolutely pursue the solitary course, there is no fellowship with the fool.
๖๒. ปุตตามตฺถิ ธนมตฺถิ อิติ พาโล วิหญฺญติ
อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ
คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า เรามีบุตร เรามีทรัพย์ ที่จริงตนของตนยังไม่มีเลย บุตรจะมีมาจากไหน ทรัพย์จะมีจากไหน
I have sons, I have wealth; so thinks the fool and is truobled. Verily, he himself is not of his own. whence son? whence wealth?
๖๓. โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส
พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ
ผู้ใดเป็นคนโง่ รู้สึกตัวถึงความเป็นคนโง่ ผู้น้ันย่อมเป็นคนฉลาดได้บ้าง เพราะความรู้สึกตัวน้ัน ส่วนผู้ที่เป็นโง่สำคัญตนว่าเป็นคนฉลาด ผู้นั้นแลเรียกว่าคนโง่แท้
The fool aware of his folly, in so far wise. But the fool who thinks himself wise, is called a foof ineed.
๖๔. ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล ปณฑิตํ ปริยุสปาสติ
นโส ธมฺมํ วิชานาติ ทพฺพิ สูปรสํ ยถา
คนพาลเข้าไปหาบัณฑิตแม้ตลอดชีวิต ก็ไม่รู้รสธรรมได้เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้น
Though all his life a fool associates with a wise man, he yet remains ignorant of the Truth,as spoon of the flavour of the soup.
๖๕. มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ
ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ ชิวฺหา สูปรสํ ยถา
ถ้าผู้รู้เข้าไปหาบัณฑิต แม้เพียงครู่เดียว เขาย่อมรู้ธรรมได้เร็วพลันเหมือนลิ้นรู้รสแกง ฉะนั้น
Though, for a moment only, an intelligent person associates with a wise man, speedily he leans the Truth as the tongue the flavour of the soup.
๖๖. จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา อมิตฺเตเนว อตฺตนา
กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ ยํ โหติ กฎกปฺผลํ
คนพาลปัญญาทราม มีตนเป็นเหมือนศัตรูย่อมเที่ยวทำกรรมชั่ว อันมีผลเผ็ดร้อน
The foolish, the univise behave to themselves as enemies, doing evil-deeds the fruit whereof is bitter.
๖๗. น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ
ยสฺส อสฺสุมุโข โรหํ วิปากํ ปฎิเสวติ
บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ร้องไห้น้ำตานองหน้า เสวยวิบากของกรรมใด กรรมน้ันทำแล้วไม่ดีเลย
That deed is not well done which, being done, one ater-wards repents, and the whereof is recived with tears and lamentations.
๖๘. ตถฺเจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
ยสฺส ปติโต สุมโน วิปากํ ปฎิเสวติ
บุคคลทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง เอิบอิ่มดีใจ เสวยวิบากของกรรมใด กรรมน้ันทำแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ
Well done is that deed which done, brings no regret; the fruit wherof is received with delight and satisfaction.
๖๙. มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปิ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ทุกฺขํ นิคจฺฉติ
คนพาลย่อมสำคัญบาปว่ามีรสอร่อยเหมือนน้ำผึ้ง ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล แต่เมื่อใดบาปให้ผล เมื่อนั้นคนพาลก็เข้าถึงความทุกข์
It is sweet as honey, thinks the fool while as yet the evil has not ripened. But when the evil ripens, the fool comes to grief.
๗๐. มาเส มาเส กุสคฺเคน พาโล ภฺญเชถ โภชนํ
น โส สงฺขาตธมฺมานํ กลํ อคฺฆติ โสฬสึ
คนพาลพึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคา ทุกๆเดือน เขายังไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระอริยะผู้รู้ธรรมได้แล้วเลย
Month after month, a fool may eat his food from the tip of a blade of Kusa-grass; but his worth is not sixteen part of those who have comprehended the Truth.
๗๑. น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ สชฺชุขีรํว มุจฺจติ
ฑหนฺตํ พาลมเนฺวติ ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก
ความชั่วที่ทำไว้แล้ว ย่อมไม่ให้ผลทันทีเหมือนน้ำนมที่รีดใหม่ๆ ยังไม่ผันแปรไป แต่ความชั่วย่อมตามเผาคนพาลเหมือนไฟที่มีเถ้ากลบไว้ ฉะน้ัน
Evil that is done does not immediately bear fruit as milk comes out at once(from the nipple or tear when sucked by a young one); it follows the fool like a smouldering spark that at last breaks out into flame.
๗๒. ยาวเทว อนตฺถาย ญฺตตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทธมสฺส วิปาตยํ
ความรู้เกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อความพินาศเท่านั้น ทำปัญญาของคนพาลนั้นให้ตกไปและฆ่าส่วนกุศลเสีย
Verily, the fool gains knowledge only for his ruin. It destroys his good actions while ceaving his head. ( i.e. his wisdom)
๗๓. อสนฺตํ ภาวนมิจฺเฉยฺย ปุเรกฺขารญฺจ ภิกฺขุสุ
อาวาเสสุ จ อิสฺสริยํ ปูชา ปรกุเลสุ จ
ภิกษุโง่ ย่อมปรารถนาความยกย่องที่ไม่มีจริง ปรารถนาให้ภิกษุแวดล้อม ปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส และปรารถนาการบูชาในตระกูลของชนอื่น
The fool desires undue reputation, precedence among monks, authority over dwellings, and offerings in the families about.
๗๔. มเมว กต มญฺญนฺตุ คิหี ปพฺพชิตา อุโภ
มเมว อติวสา อสฺสุ กิจฺจากิจฺเจสุ กิสฺมิญจิ
ภิกษุโง่มีความดำริว่า ขอคฤหัสถ์ และบรรพชิตท้ังสองฝ่าย จงสำคัญว่ากิจการงานทำเสร็จไปเพราะอาศัยเรา ในกิจการน้อยใหญ่ จงเป็นไปในอำนาจของเราเท่าน้้น ความทะเยอทะยานอยากและถือตัวย่อมเจริญแก่ภิกษุโง่นั้น
' Let the laymen and the monks bothe think highly of what I have done. In every work, great or small, let them follow me' such is the aspiration of the fool; his self-seeking and pride increase.
๗๕.อญฺญา หิ ลาภูปนิสา อญฺญา นิพฺพานคมานินี
เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทธสฺส สาวโก
สกฺการํ นาภินฺนเทยฺย วิเวกมนุพฺรูหเย
ข้อปฎิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภก็อย่างหนึ่ง ข้อปฎิบัติอันจะให้ถึงนิพพานก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ทราบความแตกต่างนี้อย่างนี้แล้ว ไม่ควรเพลิดเพลินในสักการะ ควรพอกพูน แต่วิเวกเท่านั้น
That which brings gains is one thing; anosther is the way that which leads to nibbana. Thus understanding, let the monk,the descriple of the Awakened One, take no delight in the homage of men, but give himself over to solitude.
พระธรรมบทคำโคลง
๖๐ นอนไม่หลับสว่างช้า ฉันใด
คนหยุดอยู่ห่างไกล เช่นนั้น
คนโง่ย่อมเห็นวัย ว่ายั่ง ยืนแฮ
เพราะอวิชชาปิดกั้น ไม่รู้ สัจธรรม ฯ
๖๑. เที่ยวไปไป่พบผู้ เมธา ชาติแฮฃ
พบแต่พาลปัญญา หย่อนรู้
ควรเที่ยวโดดเดี่ยวหา สุขใส่ ตนแฮ
อย่าคบคนโง่ผู้ ฉุดร้ัง ลงอบาย ฯ
๖๒.คนโง่มักคิดด้วย ความเขลา
ว่าบุตรและทรัพย์เรา เรียกร้อง
ก็เมื่อร่างกายเราเขา คืออนัต-ตาแฮ
บุตรและทรัพย์สินต้อง ใช่ข้าวของใคร ฯ
๖๓. คนโง่พวกหนึ่งรู้ ตนเขลา
นับว่าพอบรรเทา โง่แล้
คนโง่พวกหนึ่งเมา ตนว่า ฉลาดแฮ
นับว่าตนโง่แท้ สุดแก้ ไขตน ฯ
๖๔. คนโง่ผู้ไม่รู้ สึกตน
อยู่ชิดบัณฑิตชน ค่ำเช้า
ไม่รู้รสธรรมจน จวบชั่ว ชีพแฮ
ดั่งจวักตักข้าว ห่อนรู้ รสแกง ฯ
๖๕. วิญญูชนชอบน้อม นอบตน
คร้ันปะบัณฑิตชน ใคร่รู้
ย่อมรู้รสมรรคผล พลันแจ่ม แจ้งแฮ
ประดุจลิ้นคนผู้ เสพรู้ รสแกง ฯ
๖๖. คนโง่โฉดเขลาช้า ปัญญา ทรามแฮ
ย่อมชักนำตนพา ชั่วช้า
เขาก่อศัตรูหา เรื่องใส่ ตนแฮ
เขาย่อมเดือดร้อนบ้า บาปซ้้ำ กรรมสนอง ฯ
๖๗. กรรมใดใครก่อไว้ เวียนวน
เป็นทุกข์เดือดร้อนตน ผ่ายหน้า
กรรมชั่วย่อมมีผล อันเผ็ด ร้อนแฮ
เขาย่อมเดือดร้อนบ้า บาปซ้ำ กรรมสนอง ฯ
๖๘. กรรมใดใครก่อไว้ เวียนวน
ไม่ทุกข์เดือดร้อนตน ผ่ายหน้า
กรรมดีย่อมมีผล อันผ่อง ใสแฮ
เขาย่อมสุขเจิดจ้า แจ่มแท้ แก่ใจ ฯ
๖๙. คนโง่ทำชั่วไว้ ยังดี อยู่แฮ
คิดว่าบาปหามี ผ่ายหน้า
ต่อบาปส่งผลทวี ทับท่วม ตนแฮ
ย่อมทุกข์ทนบ่นบ้า บาปร้าย แรงสนอง ฯ
๗๐. ใช้หญ้าคาตักข้าว กินเดือน ปีแฮ
คนโง่พากเพียรเหมือน เช่นน้ัน
ผลลัพธ์ย่อมจมเลือน ไหลรั่ว ไปแฮ
ได้ไม่กึ่งเสี้ยวชั้น ท่านผู้ รู้ธรรม ฯ
๗๑. ทำบาปมิเดือดร้อน ทันใด
ดั่งรีดนมวัวไว ไป่เปรี้ยว
กรรมชั่วย่อมเผาใจ เจ็บกรุ่น ครุ่นแฮ
ดั่งแกลบไฟไหม้เคี้ยว คุร้อน ฟอนผลาญ ฯ
๗๒. คนโง่เรียนรอบรู้ เริงใจ
เปรียบดั่งเชื้อได้ไฟ สว่างจ้า
เผาความโง่งมไป เป็นธุ-ลีแฮ
เผาดับความดีกล้า หมดสิ้น ทั้งสอง ฯ
๗๓. ภิกษุโง่เง่านั้น ปรารถนา ผิดแฮ
อยากใหญ่มียศถา กว่ากว้าง
ครองอาวาสวัดวา วางใหญ่ โตแฮ
รับเครื่องอามิสสร้าง สิ่งไร้ สุขสันต์ ฯ
๗๔. ภิกษุโง่เง่าน้ัน ปรารถนา ผิดแฮ
คฤหัสถ์บรรชิตมา อยู่ใต้
อยากบังคับบัญชา กิจใหญ่ น้อยแฮ
ดำริผิดพาให้ กิเลสนั้น วัฒนา ฯ
๗๕. ภิกษุผู้ล่วงรู้ สองสถาน
ทางลาภทางนิพพาน ผ่ายหน้า
ไม่ควรมุ่งลาภทาน ทางอิ่ม ท้องแฮ
ควรมุ่งนิพพานกล้า กิจสร้าง สงบใจ ฯ
๖๒.คนโง่มักคิดด้วย ความเขลา
ว่าบุตรและทรัพย์เรา เรียกร้อง
ก็เมื่อร่างกายเราเขา คืออนัต-ตาแฮ
บุตรและทรัพย์สินต้อง ใช่ข้าวของใคร ฯ
๖๓. คนโง่พวกหนึ่งรู้ ตนเขลา
นับว่าพอบรรเทา โง่แล้
คนโง่พวกหนึ่งเมา ตนว่า ฉลาดแฮ
นับว่าตนโง่แท้ สุดแก้ ไขตน ฯ
๖๔. คนโง่ผู้ไม่รู้ สึกตน
อยู่ชิดบัณฑิตชน ค่ำเช้า
ไม่รู้รสธรรมจน จวบชั่ว ชีพแฮ
ดั่งจวักตักข้าว ห่อนรู้ รสแกง ฯ
๖๕. วิญญูชนชอบน้อม นอบตน
คร้ันปะบัณฑิตชน ใคร่รู้
ย่อมรู้รสมรรคผล พลันแจ่ม แจ้งแฮ
ประดุจลิ้นคนผู้ เสพรู้ รสแกง ฯ
๖๖. คนโง่โฉดเขลาช้า ปัญญา ทรามแฮ
ย่อมชักนำตนพา ชั่วช้า
เขาก่อศัตรูหา เรื่องใส่ ตนแฮ
เขาย่อมเดือดร้อนบ้า บาปซ้้ำ กรรมสนอง ฯ
๖๗. กรรมใดใครก่อไว้ เวียนวน
เป็นทุกข์เดือดร้อนตน ผ่ายหน้า
กรรมชั่วย่อมมีผล อันเผ็ด ร้อนแฮ
เขาย่อมเดือดร้อนบ้า บาปซ้ำ กรรมสนอง ฯ
๖๘. กรรมใดใครก่อไว้ เวียนวน
ไม่ทุกข์เดือดร้อนตน ผ่ายหน้า
กรรมดีย่อมมีผล อันผ่อง ใสแฮ
เขาย่อมสุขเจิดจ้า แจ่มแท้ แก่ใจ ฯ
๖๙. คนโง่ทำชั่วไว้ ยังดี อยู่แฮ
คิดว่าบาปหามี ผ่ายหน้า
ต่อบาปส่งผลทวี ทับท่วม ตนแฮ
ย่อมทุกข์ทนบ่นบ้า บาปร้าย แรงสนอง ฯ
๗๐. ใช้หญ้าคาตักข้าว กินเดือน ปีแฮ
คนโง่พากเพียรเหมือน เช่นน้ัน
ผลลัพธ์ย่อมจมเลือน ไหลรั่ว ไปแฮ
ได้ไม่กึ่งเสี้ยวชั้น ท่านผู้ รู้ธรรม ฯ
๗๑. ทำบาปมิเดือดร้อน ทันใด
ดั่งรีดนมวัวไว ไป่เปรี้ยว
กรรมชั่วย่อมเผาใจ เจ็บกรุ่น ครุ่นแฮ
ดั่งแกลบไฟไหม้เคี้ยว คุร้อน ฟอนผลาญ ฯ
๗๒. คนโง่เรียนรอบรู้ เริงใจ
เปรียบดั่งเชื้อได้ไฟ สว่างจ้า
เผาความโง่งมไป เป็นธุ-ลีแฮ
เผาดับความดีกล้า หมดสิ้น ทั้งสอง ฯ
๗๓. ภิกษุโง่เง่านั้น ปรารถนา ผิดแฮ
อยากใหญ่มียศถา กว่ากว้าง
ครองอาวาสวัดวา วางใหญ่ โตแฮ
รับเครื่องอามิสสร้าง สิ่งไร้ สุขสันต์ ฯ
๗๔. ภิกษุโง่เง่าน้ัน ปรารถนา ผิดแฮ
คฤหัสถ์บรรชิตมา อยู่ใต้
อยากบังคับบัญชา กิจใหญ่ น้อยแฮ
ดำริผิดพาให้ กิเลสนั้น วัฒนา ฯ
๗๕. ภิกษุผู้ล่วงรู้ สองสถาน
ทางลาภทางนิพพาน ผ่ายหน้า
ไม่ควรมุ่งลาภทาน ทางอิ่ม ท้องแฮ
ควรมุ่งนิพพานกล้า กิจสร้าง สงบใจ ฯ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น